|
ยลความงามเมื่อครั้งอดีตที่ "วังสวนผักกาด" |
|
|
|
(ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 8 มิถุนายน 2548)
แม้ว่ากรุงเทพฯในยุคโลกาภิวัตน์จะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความพลุกพล่านวุ่นวาย และมากมายไปด้วยแท่งคอนกรีตที่ขึ้นเบียดเสียดกันอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง
แต่กระนั้นกรุงเทพฯก็ยังมีบางสถานที่ และบางมุมที่ถือเป็นมุมสงบ มุมโรแมนติก และมุมสวยงาม รวมถึงเป็นมุมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งอดีตที่น่าสนใจและน่าปลดปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยไป ซึ่ง"พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด" นับเป็นหนึ่งในนั้น
"พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด"หรือที่คนส่วนใหญ่มักจะเรียกสั้นๆว่า "วังสวนผักกาด"นั้น ถือเป็นหนึ่งในมุมสงบอันสวยงามของกรุงเทพฯที่ตั้งอยู่บน ถ.ศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะไปประตูน้ำและสยามสแควร์
และเพื่อให้การเดินทางครั้งนี้สะดวกสบายและรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการสนองนโยบายประหยัดน้ำมันของรัฐบาล ฉันจึงเลือกเดินทางสู่วังสวนผักกาดด้วย "รถไฟฟ้า บีทีเอส" ไปลงยังสถานีพญาไท จากนั้นใช้ทางออกที่ 4 และเดินตรงไปตามถนนศรีอยุธยาเป็นระยะทางประมาณ 250 เมตร ก็จะพบกับ"พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด"ตั้งอยู่อย่างสงบเคร่งขรึม ท่ามกลางความพลุกพล่านวุ่นวายของบริเวณรอบข้าง
ครั้นถึงแล้ว ฉันก็ไม่รีรอเดิน 2 มือ ล้วงกระเป๋า 2 เท้าก้าวเข้าสู่ภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด โดยงานนี้มีเจ้าหน้าที่ออกมาต้อนรับและพาฉันเข้าไปในอาคารที่มีชื่อว่า "ศิลปาคารจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์" เพื่อซื้อตั๋วเข้าชมพิพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมี 2 ราคา คือ คนไทย 50 บาท และ ชาวต่างชาติ 100 บาท
สำหรับฉันแล้ว คิดว่าเป็นราคาที่เหมาะสมเพราะฉันคิดว่าเงินจำนวน 50 บาทของฉันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและช่วยอนุรักษ์พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เอาไว้ ฉันจึงไม่รอช้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาดไว้ด้วย
แต่ก่อนที่ฉันจะทันได้มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ฉันก็ต้องเจอกับคำถามของเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ที่ทำให้เมื่อฉันกลับถึงบ้านก็ต้องรีบเอากระจกมาส่องหน้าตัวเองทันที เพราะเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ได้ถามฉันว่า "เป็นคนไทยหรือเปล่า??"
เมื่อคิดทบทวนคำถามอยู่ในใจครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตอบออกไปอย่างช้าๆและชัดเจนด้วยสำเนียงที่เหน่อแบบบ้านนอกและเกร็งๆเล็กน้อยว่า "เป็นคนไทยครับพ้ม"
ซึ่งฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาจะเรียกตำรวจมาจับฉันในข้อหาเป็นพม่าหนีเข้าเมืองหรือเปล่า แต่งานนี้ฉันเตรียมทางหนีที่ไล่เอาไว้แล้ว เพราะถ้าทางเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อ ฉันก็จะร้องเพลงชาติไทยให้เขาฟังเสียเลย แต่เอ..แล้วจะร้องเพลงชาติเวอร์ชั่นไหนดีหนอ เพราะเพลงชาติไทยในการตลาดเป็นใหญ่นอกจากมีเพลงชาติแบบดั้งเดิมแล้ว ยังมีเพลงชาติเวอร์ชั่นใหม่อีกตั้ง 6 เวอร์ชั่นแนะ
ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่เพลินๆ ทางเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ก็ส่งยิ้มให้พร้อมกับมอบเอกสารประกอบการชมพิพิธภัณฑ์ให้ชุดหนึ่ง ก่อนที่จะพูดว่า "ขอบคุณครับ" ซึ่งก็เป็นอันว่าฉันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้ว
และจากเอกสารประกอบการเข้าชมในวังสวนผักกาด ทำให้ฉันทราบว่า ในอดีตวังสวนผักกาด เคยเป็นที่พำนักของ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิจ และ พระชายา ม.ร.ว.พันทิพย์ บริพัตร หรือ "คุณท่าน" ซึ่งพระองค์เจ้าจุมภฏนี้เป็นพระราชนัดดาใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี อัครราชเทวี ที่หากได้เดินลึกเข้าไปวังนี้ ทางเรือนด้านหลัง เราจะเห็นอนุสรณ์หินอ่อน ที่จัดทำไว้เป็นที่ระลึกแด่พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี ด้วย
ส่วนสาเหตุที่วังแห่งนี้ได้ชื่อว่า"วังสวนผักกาด" ก็เนื่องจากเคยเป็นสวนผักกาดเก่ามาก่อน ต่อมาคุณท่านเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้าเยี่ยมชมบ้านของท่านได้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นบ้านแห่งแรกที่เปิดให้คนภายนอกเข้าชมบ้านขณะที่เจ้าของบ้านยังใช้เป็นที่พักอาศัยอยู่ โดยคุณท่านเชื่อว่าโบราณวัตถุที่ท่านสะสมไม่ได้เป็นแค่ทรัพย์สินของท่านแต่ท่านถือว่าโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นมรดกตกทอดของมนุษยชาติ ท่านจึงไม่ควรเก็บไว้ชมเพียงผู้เดียว และเปิดโอกาสให้คนอื่นสามารถเข้ามาชมโบราณวัตถุในบ้านของตนได้
เนื่องจาก กรมหมื่นนครสวรรค์ฯ ทรงโปรดปรานเครื่องประดับเรือน เป็นอย่างยิ่ง พระองค์จึงทรงตกแต่งตำหนัก ด้วยโบราณวัตถุหลายประเภท ที่จะทรงหาได้ทั้งจากใน และ นอกประเทศ และ หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ลงใน ปี พ.ศ.2502 พระชายาจึงได้อุทิศ วังสวนผักกาด แห่งนี้ แด่มูลนิธิจุมภฏ-พันทิพย์ อันเป็นนามของพระองค์และพระชายาไว้เป็นพิพิธภัณท์โบราณวัตถุ และเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมได้นับแต่นั้นมา
และนี่ก็คือความเป็นมาของวังสวนผักกาด ที่ ณ วันนี้วังสวนผักกาดยังคงมีรูปแบบการจัดแสดงและตกแต่งเหมือนบ้านมากกว่ารูปแบบของพิพิธภัณฑ์ โดยในพื้นที่ 6 ไร่ของวังสวนผักกาด ประกอบด้วยเรือนไทยโบราณ 8 หลัง เรือนหลังที่ 1-4 จัดเป็นหมู่เรือนไทย
เรือนหลังแรกมีสะพานเชื่อมไปสู่เรือนหลังที่ 2, 3 และ 4 ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ ตามลำดับ ส่วนเรือนหลังที่ 5-8 ปลูกอยู่ห่างกันทางทิศตะวันตก และมีหอเขียนอยู่ทางทิศใต้ นอกจากนี้ก็ยังมี "ห้องบ้านเชียง" และ"ห้องศิลปนิทรรศมารศี" จัดแสดงอยู่ในศิลปาคารจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์
สำหรับสิ่งที่โดดเด่นในพิพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือ "หอเขียน" ซึ่งตั้งอยู่บนสนามหญ้าทางทิศใต้ของวังสวนผักกาด หอเขียนหลังนี้เสด็จในกรมฯได้นำสิ่งปลูกสร้างมาจากวัดบ้านกลิ้ง จ.พระนครศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2501 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ให้สถาปัตยกรรมของไทยคงอยู่
ภายหลังการซ่อมแซมและอนุรักษ์เสร็จเรียบร้อย เสด็จในกรมฯได้มอบเป็นของขวัญวันเกิดแก่ชายาของท่าน เนื่องในวันครบรอบอายุ 50 ปี โดยหอเขียนหลังนี้ถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาดและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงหลงเหลือให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป ภายในหอเขียนประกอบไปด้วยภาพลายรดน้ำ 2 เรื่องหลักๆ ได้แก่ เรื่องพุทธประวัติและเรื่องรามเกียรติ์
นอกจากหอเขียนแล้ว ในหมู่เรือนไทยโบราณอื่นๆในวังสวนผักกาดต่างก็มีการจัดแสดงที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งฉันรู้สึกประทับใจในเรือนไทยหลังที่ 1 เป็นพิเศษ เพราะชั้นล่างของเรือนหลังที่ 1 นั้นจัดแสดงเป็น "พิพิธภัณฑ์ดนตรี ทูลกระหม่อมบริพัตฯ" ที่ภายในมีการจัดแสดงเครื่องดนตรีไทยในทูลกระหม่อมบริพัตฯ ซึ่งพระองค์ได้รับการยกย่องให้เป็น "พระบิดาแห่งเพลงไทยสากล" โดยเครื่องดนตรีที่จัดแสดงอยู่ภายในห้องล้วนมีประวัติและความสำคัญที่น่าสนใจ ได้แก่ กลองโบราณขนาดใหญ่ ระนาด ฆ้อง และซอสามสาย
ส่วนเรือนไทยหลังอื่นๆก็มีการจัดแสดงที่น่าสนใจไม่แพ้เรือนไทยหลังแรก ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์โขนในเรือนไทยหลังที่ 6 หรือเครื่องชามสังคโลกในเรือนไทยหลังที่ 7 ส่วนเรือนไทยหลังอื่นๆก็มีการจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆที่น่าสนใจไว้อย่างมากมาย
ส่วนใครที่เป็นคนรักถนอมบุปผา ในสวนของวังสวนผักกาดก็มีพรรณไม้สวยงามๆให้ชมอยู่หลายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ช้องนาง ชมพูพันทิพย์ พุดตาน กุหลาบ ซึ่งสำหรับฉันแล้ววังสวนผักกาดนับเป็นหนึ่งในมุมสงบของกรุงเทพฯ ที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความงามเมื่อครั้งอดีตที่เมื่อเข้าไปแล้วก็จะทำให้ลืมเรื่องราวอันสับสนวุ่นวายของโลกภายนอกได้อย่างชะงัดนัก
ติดต่อสอบถามและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้ที่ 352-354 วังสวนผักกาด ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 เปิดทำการทุกวัน ยกเว้น วันที่ 8 มีนาคม และ 5 ธันวาคม ของทุกปี รถประจำทางที่ผ่านสาย 14, 17, 72, 74, 77, 159, 164, 204, 536, 539 หากไปทางรถไฟฟ้า บีทีเอส ลงสถานีพญาไท N2 (สายสุขุมวิท) แล้วออกตรงทางออกที่ 4 จากนั้นเดินตรงไปตามถนนศรีอยุธยาเป็นระยะทางประมาณ 250 เมตร จะเห็นวังสวนผักกาดอยู่ทางขวามือ ราคาค่าเข้าชม คนไทย 50 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2246-1775-6 ต่อ 229, 0-2245-4934 หรือที่ www.suanpakkad.com
ประวัติพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด (เพิ่มเติม)
พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด ตั้งอยู่เลขที่ ๓๕๒-๓๕๔ ถนนศรีอยุธยา เป็นความริเริ่มของ พลตรี พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต หรือ เสด็จในกรมฯ และชายา คือม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร หรือ "คุณท่าน" โดยที่แต่เดิมได้ทรงรื้อเรือนไทยมาปลูกในวังสวนผักกาด
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ หลังจากที่เสด็จในกรมฯ ได้สิ้นพระชนม์ลงใน พ.ศ. ๒๕๐๒
"คุณท่าน" ได้ดำเนินการ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ "คุณท่าน" ได้อุทิศให้แก่ มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์
อาคารพิพิธภัณฑ์ เป็นตำหนักไทยสมัยโบราณหลายหลัง หลังที่ ๑-๔ จัดเป็นหมู่เรือนไทย บางหลังก็เป็นของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ซึ่งเป็นต้นสกุลทางพระมารดาของจอมพลเรือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือ ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ พระราชบิดาของเสด็จในกรมฯ ศิลปโบราณวัตถุที่จัดแสดงส่วนใหญ่เป็นวัตถุโบราณที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ วัตถุที่ค้นพบภายในประเทศ และที่หามาจากประเทศอื่นๆ เรือนไทยที่กล่าวทั้งหมดมีอยู่ ๘ หลังด้วยกัน เรือนหลังที่ ๑ ตั้งอยู่ด้านหน้าทิศเหนือขนานกับถนนศรีอยุธยา มีสะพานเดินไปยังเรือนหลังที่ ๒, ๓ และ ๔ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ ตามลำดับ เรือนหลังที่ ๕- ๘ ปลูกอยู่ห่างกันทางด้านทิศตะวันตกของวัง นอกจากนี้ ยังมี "หอเขียน" ตั้งอยู่ถัดจากสนามหญ้าสุดไปทางทิศใต้ ซึ่งเป็นที่เก็บภาพลายรดน้ำสมัยอยุธยาที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วนอาคารศิลปาคารจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ เป็นอาคารที่ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ เพื่อใช้เป็นที่ทำการของมูลนิธิฯ และเพื่อจัดกิจกรรม หรือ นิทรรศการทางศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งได้สร้างห้องประชุมห้องอเนกประสงค์ ไว้ด้วย อาคารเรือนไทยหลังที่ ๗ คือ โขน ซึ่งอยู่ถัดจากเรือนหลังที่ ๕ และ ๖ ส่วนเรือนหลังที่ ๘ และศิลปาคารจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ จัดเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับความเป็นมาและวัตถุโบราณสมัยบ้านเชียง
แนะนำบทความนี้ให้เพื่อน...
สร้างลิงค์บทความนี้ในเวบไซต์คุณท่านใดที่ต้องการสร้างลิงค์มายังบทความนี้จากเวบไซต์ของคุณ
ทำง่ายๆ โดยการ copy ข้อความข้างล่างนี้แล้วนำไป paste ที่หน้าเวบไซต์ที่คุณต้องการ
รูปแบบที่แสดงในเวบคุณ :
|
ความเห็นจากเพื่อนสมาชิก (0)
|
|
|